หลักเกณฑ์การอนุมัติโครงการ

   โครงการที่จะได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุน จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
  1. เป็นกิจการที่กำหนดไว้ในบัญชีประเภทกิจการที่ให้การส่งเสริมการลงทุน ตามประกาศคณะกรรมการที่ 2/2543 ประกอบด้วย

    หมวด 1 เกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร
    หมวด 2 เหมืองแร่ เซรามิกส์ และโลหะขั้นมูลฐาน
    หมวด 3 อุตสาหกรรมเบา
    หมวด 4 ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง
    หมวด 5 อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า
    หมวด 6 เคมีภัณฑ์ กระดาษ และพลาสติกหมวด 7 กิจการบริการและสาธารณูปโภค

          กรณีที่โครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริม เป็นกิจการที่ไม่มีกำหนดไว้ในบัญชีประเภทกิจการที่ให้การส่งเสริมการลงทุน อาจเป็นกิจการที่ BOI ประกาศระงับให้การส่งเสริมไปแล้ว หรือเป็นกิจการประเภทใหม่ที่ยังไม่เคยมีผู้ขอรับการส่งเสริมมาก่อนก็ได้
          กรณีที่เป็นกิจการประเภทใหม่ที่ยังไม่เคยมีผู้ยื่นขอรับการส่งเสริม คณะกรรมการจะพิจารณาความเหมาะสมในการเปิดประเภทการให้การส่งเสริมการลงทุนขึ้นใหม่เป็นกรณีๆ ไป
  2. มีขนาดการลงทุนขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท ยกเว้นกิจการ SMEs ซึ่งกำหนดขนาดการลงทุนขั้นต่ำไว้ 5 แสนบาท
          ทั้งนี้ ขนาดการลงทุนขั้นต่ำ หมายความรวมถึงค่าใช้จ่ายดังนี้

    โครงการริเริ่มโครงการขยาย
    ค่าก่อสร้างOO
    ค่าเครื่องจักร ค่าติดตั้ง ค่า Test-runOO
    ค่าทรัพย์สินอื่นๆOX
    ค่าใช้จ่ายก่อนเปิดดำเนินการOX
    ค่าที่ดินXX
    ค่าวิชาการXX
    เงินทุนหมุนเวียนXX
  3. มีมูลค่าเพิ่มไม่น้อยกว่า 20% ของรายได้
    ยกเว้นการผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน กิจการเกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร กิจการบริการ และกิจการที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบเป็นกรณีพิเศษ      ทั้งนี้ มูลค่าเพิ่มมีแนวทางในการคำนวณดังนี้
    มูลค่าเพิ่ม =รายได้ - ค่าวัตถุดิบ - ค่าบริการที่มาจากแหล่งอื่นx 100%
    รายได้
  4. มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนจดทะเบียนไม่เกิน 3 : 1 สำหรับโครงการริเริ่ม
    สำหรับโครงการขยาย จะพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป ดังนี้
    1. กรณีมีกำไรสะสม
      • คำนวณอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น (รวมโครงการขยาย) ไม่เกิน 3:1 หรืออาจเกิน 3:1 ก็ได้ ตามความเหมาะสม
      • ดังนั้น โครงการขยายจึงอาจจะไม่ต้องเพิ่มทุนจดทะเบียนก็ได้
    2. กรณีขาดทุนสะสม
      • คำนวณอัตราส่วนหนี้สินของโครงการขยาย ต่อทุนจดทะเบียนที่เรียกชำระเพิ่มขึ้น ให้ไม่เกิน 3:1
  5. มีกรรมวิธีการผลิตที่ทันสมัย และใช้เครื่องจักรใหม่
    กรณีที่ใช้เครื่องจักรเก่า มีแนวทางพิจารณาดังนี้
    • ต้องไม่ใช่เครื่องจักรเก่าในประเทศ หรือเครื่องจักรเก่าที่เคยใช้ในประเทศมาก่อน
    • ต้องมีอายุไม่เกิน 10 ปี นับจากปีที่ผลิตถึงปีที่นำเข้า
    • จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ
    • ต้องมีใบรับรองประสิทธิภาพจากสถาบันที่เชื่อถือได้

    เครื่องจักรเก่าที่ผ่อนผันให้มีอายุเกิน 10 ปี และไม่ต้องมีใบรับรองประสิทธิภาพ ได้แก่
    • เครื่องจักรที่นำเข้ามาใช้ชั่วคราวไม่เกิน 1 ปี
    • เครื่องจักรหรือยานพาหนะเก่า สำหรับกิจการประมงน้ำลึก กิจการขนส่งทางเรือ และกิจการขนส่งทางอากาศ
    • แม่พิมพ์ แม่แบบ หรืออุปกรณ์ที่ใช้งานในลักษณะเดียวกัน เช่น Mold, Dies, Jig, Fixture, Pattern เป็นต้น

    เครื่องจักรเก่าที่อายุเกิน 10 ปี จะอนุญาตใช้ในโครงการโดยได้รับสิทธิยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้า ในกรณีดังนี้
    • มีการปรับปรุงซ่อมแซม (Re-Conditioned) ให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์
    • เป็นการย้ายฐานการผลิตทั้งโรงงานหรือสายการผลิตมาจากต่างประเทศ เพื่อทำการผลิตผลิตภัณฑ์รองรับลูกค้าเดิม
  6. จะต้องมีผู้มีสัญชาติไทยถือหุ้นรวมกันไม่น้อยกว่า 51% ของทุนจดทะเบียนสำหรับกิจการดังนี้
    • กิจการเกษตรกรรม การเลี้ยงสัตว์ การประมง
    • การสำรวจและทำเหมืองแร่
    • กิจการตามบัญชี 1 ท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542
  7. ที่ตั้งโรงงาน
          ตั้งโรงงานได้ทุกเขตที่ตั้ง ยกเว้นกิจการต่อไปนี้ ต้องตั้งโรงงานในเขตอุตสาหกรรมหรือนิคมอุตสาหกรรม
    • กิจการฟอกหนังสัตว์
    • กิจการผลิตผลิตภัณฑ์สิ่งทอ
    • กิจการชุบแข็ง
    • กิจการซ่อมชิ้นส่วนอากาศยาน อุปกรณ์ไฟฟ้าหรืออิเล็กทรอนิกส์
    • กิจการ Recycle
  8. เงื่อนไข ISO
    • โครงการที่มีขนาดการลงทุนตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) จะต้องดำเนินการให้ได้ใบรับรองมาตรฐาน ISO 9000 หรือ 14000 ห หรือมาตรฐานสากลอื่นที่เทียบเท่า ภายใน 2 ปี นับจากวันเปิดดำเนินการ
    • กรณีปฏิบัติตามเงื่อนไข ISO ไม่ได้ จะถูกเพิกถอนสิทธิประโยชน์การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 1 ปี
  9. โครงการที่มีขนาดการลงทุน (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) มากกว่า 80 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 500 ล้านบาท จะต้องรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการที่ขอรับการส่งเสริมาการลงทุน ดังนี้
    1. ความต้องการของผลิตภัณฑ์ที่จะขอรับการส่งเสริม
      • สถิติการนำเข้าในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา
      • ปริมาณความต้องการและอัตราการขยายตัวในอนาคต
      • ตลาดส่งออกที่สำคัญและแนวโน้มการขยายตัว
    2. ความเหมาะสมของโครงการด้านการเงิน
      • แหล่งที่มาของเงินทุน กล่าวคือ ใช้เงินจากผู้ถือหุ้น (Equity) หรือเงินกู้ (Debt) จากทั้งในประเทศและต่างประเทศมากน้อยเพียงใด
      • Cash Flow มูลค่าปัจจุบัน (Net Present Value) และผลตอบแทนจากการลงทุน (Internal Rate of Return - IRR) กรณีที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ .... ปี และกรณีที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้
  10. โครงการที่มีขนาดการลงทุน (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) มากกว่า 500 ล้านบาท จะต้องแนบรายงานศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการตามที่คณะกรรมการ เพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติให้การส่งเสริม
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------
ป้ายกำกับ : BOI-Advisor             
ติอต่อ คุณฉลาด รักรู้
มือถือ : 094-478-3987
Email : winyour2011@gmail.com    Website : boiadvisor.blogspot.com

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น